|

ถามตอบเรื่อง HIV กับ Pantip

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเดี๋ยวนี้มีอะไรที่เราสงสัยหรือกังวลใจ หนึ่งในช่องทางที่หลายๆคน เลือกใช้ก็คือการโพสต์ถามลงใน Pantip เพราะมีเพื่อนๆ หลากหลายกลุ่มที่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ ที่จะมาช่วยแชร์ข้อมูล ความรู้ และก็ประสบการณ์ให้เรา ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ คำตอบก็เป็นแนวทางให้เรานำไปปรับใช้ได้จริง และเรื่องของความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องยอดนิยมที่มีผู้คนเข้ามาสอบถามกันเป็นจำนวนมาก นั่นก็เป็นเพราะว่าแม้ในปัจจุบันองค์ความรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) จะมีมากมาย แต่โรคนี้ก็ยังเป็นโรคที่ผู้มีความเสี่ยงเขินอายที่จะบอกเล่ากับคนอื่นๆ และน้อยคนมากที่จะรู้ว่า หากเราไปมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรคมา เราควรทำอย่างไร วันนี้เราจึงรวบรวมเอาข้อมูลที่ ผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และมีความเสี่ยงในการเป็นโรคเอดส์มักสอบถามใน Pantip มาฝากกัน

คำถามยอดนิยมที่ผู้คนมักถามเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี (HIV) ในPantip

1.แบบไหนที่เรียกว่าเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี (HIV)

ความเสี่ยงในการรับเชื้อเอชไอวี (HIV) นั้น เกิดขึ้นได้จากหลายทางแต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดการรับเชื้อที่เจอบ่อยๆ จะเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือไม่ได้ใส่ถุง จึงมีผู้คนจำนวนมากที่สอบถามว่า การมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ มีความเสี่ยงหรือไม่ เช่น ไปมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้รับการป้องกัน หรือไม่สวมใส่ถุงยางอนามัยกับผู้ติดเชื้อ หรือคู่นอนที่ไม่ทราบสถานะเลือด ไปมีเพศสัมพันธ์ในลักษณะชายรักชายโดยไม่ได้ป้องกัน มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก เป็นต้น เหล่านี้ล้วนถือว่ามีความเสี่ยงในการรับเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งทางที่ดีแล้วควรจะต้องรับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ให้เร็วที่สุด เพื่อให้เราสามารถรักษาหรือดูแลตัวเองอย่างถูกต้องได้

2.ไปเสี่ยงมาควรทำอย่างไรดี

เมื่อพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เพื่อนๆ ในพันทิปต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ควรตรวจหาเชื้อให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องรู้สึกกลัวหรืออับอาย เพราะความกลัวและการอับอายมีแต่จะทำให้เรื่องยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ทางที่ดีที่สุดคือต้องเข้ารับการตรวจให้เร็วที่สุด โดยวิเคราะห์ว่าวันที่เรามีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อคือวันไหน แล้วเลือกรูปแบบวิธีตรวจที่เหมาะสม เพราะหากไปเสี่ยงมาแล้ว จะไม่สามารถทำการตรวจได้เลยทันที จำเป็นที่จะต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาก่อนจึงจะสามารถรู้ได้ว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจด้วยเช่นกัน เพราะในปัจจุบันเราสามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ตั้งแต่ 7 วัน / 14 วัน / 1 เดือน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการตรวจ

3. ไปเสี่ยงมาควรตรวจด้วยวิธีไหน ตรวจแบบไหนได้ผลดีที่สุด

ในปัจจุบันการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) มีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

  • การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ HIV หรือ HIV p24 antigen testing เป็นการตรวจโปรตีนของเชื้อที่ชื่อว่า p24 ซึ่งวิธีนี้สามารถตรวจได้ภายหลังการติดเชื้อประมาณ 14-15 วัน หากตรวจพบแอนติเจนของเชื้อ HIV จะต้องตรวจหาแอนติบอดีของเชื้ออีกครั้ง เมื่อผ่าน 21-30 วัน ที่ได้รับความเสี่ยงมา
  • การตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV testing) เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัส HIV ในปัจจุบัน เพราะให้ผลที่ค่อนข้างแม่นยำแต่สามารถตรวจพบได้หลังการติดเชื้อประมาณ 3-4 สัปดาห์ ทำให้ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงส่วนใหญ่เลือกที่จะเทส 14 วันก่อน
  • การตรวจแบบ Fourth generation (HIV Ag/Ab combination assay) เป็นการตรวจโดยใช้ชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อ HIV และแอนติเจนของเชื้อพร้อมกันในน้ำยาเดียวกัน (HIV Ag/Ab combination assay) จึงเป็นการตรวจ Anti-HIV และ/หรือ HIV p24 antigen ในคราวเดียว  สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้เร็วที่สุด 14-15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังติดเชื้อ ซึ่งปัจจุบันน้ำยาประเภทนี้มีการใช้อย่างแพร่หลายเพื่อตรวจคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ให้ผลที่เชื่อถือได้
  • การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีหรือ nucleic acid test (NAT) เป็นวิธีที่มีความไวมากที่สุด โดยสามารถตรวจการติดเชื้อได้ตั้งแต่ 3-7 วันหลังการติดเชื้อ ปัจจุบันวิธีนี้ใช้ในการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคโลหิตแต่ยังไม่นำมาใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสถานพยาบาล

4. ที่ตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ด้วยตนเองทำได้หรือไม่ น่าเชื่อถือหรือไม่

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ด้วยตนเอง โดยใช้ชุดตรวจเชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพื่อนชาวพันทิปแนะนำให้ใช้ เพราะเป็นอุปกรณ์ชุดตรวจที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่สูงมาก โดยการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ด้วยตนเองนั้นเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น อาจจะไม่สามารถสรุปการติดเชื้อที่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ได้  แต่สามารถบอกได้ว่ามีโอกาสที่จะติดเชื้อหรือไม่ โดยชุดตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) นั้น มีความแม่นยำสูงกว่า 99%  สำหรับท่านที่ต้องการทดลองใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง หากใช้ชุดตรวจหาเชื้อ HIV ด้วยตนเอง แล้วพบว่าผลเป็นบวก ก็ควรเดินทางไปตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลทันที และหากผลเป็นลบก็สามารถสบายใจได้ในระดับหนึ่ง และแนะนำให้ตรวจให้ตรวจซ้ำอีกครั้งที่ระยะห่างจากการตรวจครั้งแรก 30-90

จะเห็นได้ว่าเรื่องของการรับเชื้อเอชไอวี (HIV) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวจากเรามากมาย แม้แต่คนที่มีสามีภรรยาหรือคู่นอนปกติ หากเราไม่มั่นใจว่าสามีหรือภรรยาของเราไปรับความเสี่ยงมาหรือไม่ การตรวจเพื่อหาเอชไอวี (HIV)บ้าง ก็จะช่วยให้เรารับมือกับความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ดีขึ้น ทั้งนี้เพื่อนชาวพันทิปส่วนใหญ่ไม่มีใครบอกว่าความเสี่ยงในการติดเชื้อเป็นเรื่องที่ควรละเลย ทุกคนล้วนแนะนำให้ไปตรวจให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ดูแลตนเองและป้องกันการแพร่เชื้อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกด้วย

Similar Posts