HIV & AIDS ต่างกันอย่างไร?

ถ้าพูดถึงโรคที่ติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์ที่ร้ายแรงที่สุด คนส่วนใหญ่ต้องนึกถึง “โรค AIDS” เป็นอันดับแรก บางคนก็เรียกว่า “ติดเชื้อHIV” บางคนก็เรียกว่า “เลือดบวก” ทั้งที่จริงแล้ว 3 คำนี้เกี่ยวข้องกันแต่ไม่เหมือนกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนจึงเรียกรวมๆ กันว่า “โรค AIDS”

HIV ไม่ใช่โรค AIDS

HIV ไม่ใช่โรค AIDS แต่เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายของเรา HIV (เอชไอวี) มีชื่อเต็มว่า Human Immunodeficiency Virus เมื่อเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายเชื้อ HIV จะเข้าไปโจมตีและทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีชื่อว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) หรือ ทีเซลล์ (T cells) ที่ทำหน้าที่คอยควบคุมระบบภูมิต้านทานของร่างกายมนุษย์

โดยระบบภูมิคุ้มกันโรคของคนปกติจะมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์อยู่ระหว่าง 500-1,600 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร แต่เมื่อใดก็ตามที่เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) ถูกเชื้อไวรัส HIV เข้าโจมตีจนมีจำนวนลดลง นั่นหมายถึงระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายเราก็จะลดตาม ทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV มีอาการเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กน้อยอย่าง เป็นไข้ เจ็บคอ มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ ผิวหนังอักเสบหรือมีผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มีฝ้าขาวในช่องปาก คลื่นไส้อาเจียน ในบางรายมีอาการท้องเสียหรือถ่ายเหลว ซึ่งอาการเหล่านี้เราจะเรียกว่า Acute Retroviral Syndrome หรือ ARS เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ HIV โดยมักจะเกิดขึ้นหลังจากเราได้รับเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายแล้วประมาณ 14-28 วันแรก

ในระยะนี้ผู้ป่วยยังเป็นเพียงผู้ติดเชื้อไวรัส HIV เท่านั้น เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) ยังไม่ได้ถูกทำลายลงจนเข้าสู่ภาวะของโรค AIDS ผู้ติดเชื้อ HIV ในระยะเริ่มแรกจึงมักไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการเล็กน้อย โดยภาพรวมแล้วร่างกายจะแข็งแรงเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่อตรวจเลือดจะพบเชื้อ HIV และแอนติบอดี้ หรือ “ผลเลือดเป็นบวก”

HIV กลายเป็น โรค AIDSได้ยังไง?

โรค AIDS (เอดส์) มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า Acquired Immunodeficiency Syndrome คือกลุ่มอาการของการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic Infections) หรือโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) หรือ ทีเซลล์ (T cells) ถูกเชื้อ HIV ทำลายจนลดจำนวนลงเหลือต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้

เชื้อ HIV จะพัฒนาเข้าสู่การเป็นโรค AIDS ได้ ก็เป็นช่วงระยะแสดงอาการระยะสุดท้าย ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายล้มเหลวจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อ HIV และ เชื้อฉวยโอกาสอื่นๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มะเร็งบางชนิด ทำให้ผู้ที่เข้าสู่ระยะโรคเอดส์ท้ายที่สุดจะป่วยหนักจนเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อนต่างๆ

สรุปเอชไอวี ไม่ใช่AIDS

HIV ไม่ใช่โรคแต่เป็นเชื้อไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) หรือ ทีเซลล์ (T cells) ลดต่ำลง หากผู้ติดเชื้อ HIV ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือด ก็จะไม่มีทางรู้ตัวก่อน เชื้อ HIV จึงแฝงอยู่ในร่างกายคอยแบ่งตัวและเข้าทำลายระบบภูมิคุ้มกันเงียบๆ ซึ่งกระบวนการนี้จะกินเวลาตั้งแต่ 2-15 ปีขึ้นไป หาก เชื้อไวรัส HIV ทำได้สำเร็จ ระบบภูมิคุ้มกันของเราล้มเหลว่จนไม่สามารถใช้ยาต้านไวรัสได้ ถึงตอนนั้นเราก็จะป่วยเป็นโรค AIDS และเชื้อฉวยโอกาสเช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มะเร็งบางชนิด ที่แอบแฝงอยู่ในร่างกายก็จะเข้าโจมตีซ้ำ เกิดเป็นภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีอาการที่รุนแรงกว่าคนทั่วไปจนเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต

อาการติดเชื้อ HIV และโรค AIDS มีโอกาสรักษาหายมั้ย?

ในปัจจุบันยังไม่มียาใดสามารถรักษาการติดเชื้อไวรัส HIV และโรค AIDS ให้หายขาดได้ แต่ถ้าหากผู้ติดเชื้อ HIV ได้รับการตรวจเลือดและวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ผู้ติดเชื้อ HIV จะได้รับยาต้านเชื้อไวรัส เพื่อยับยั้งกาเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส HIV ซึ่งผู้ติดเชื้อ HIV จะต้องรับประทานยาเหล่านี้ตลอดชีวิต ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถระงับอาการของโรคให้คงที่ โดยไม่เข้าสู้ระยะแสดงอาการหรือพัฒนาจนกลายเป็นโรค AIDS ให้นานที่สุด เพราะถ้าหากเข้าสู่ระยะโรคกำเริบหรือพัฒนาจนกลายเป็นโรคเอดส์แล้ว ผู้ป่วย จะต้องใช้ยาที่รักษาโรคติดเชื้อต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ แต่ถ้าหากได้รับยาต้านไวรัสตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะสามารถควบคุมปริมาณไวรัสและดูแลระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและยืดระยะเวลาในการเข้าสู่ระยะโรค AIDS และสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวเหมือนคนทั่วไป

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่มักไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือดและได้รับยาต้านไวรัสตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก เพราะโดยมากมักไม่รู้ตัว หรือพบว่าตัวเองมีอาการผิดปกติก็ตอนที่โรคเข้าสู่ระยะแสดงอาการ ระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายกำลังเข้าสู่ภาวะล้มเหลว ถ้าหากคุณเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าตนเองอาจได้รับเชื้อ HIV แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาต้านเชื้อ HIV แบบฉุกเฉิน หรือยา PEP (เพ็บ) ภายใน 72 ชั่วโมง  หรือ ถ้าหากคุณเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อ HIVสามารถกินยา PrEP (เพร็บ) ซึ่งเป็นยาที่กินก่อนที่จะได้รับเชื้อหรือป้องกันเชื้อ HIV ได้ แต่ถ้าหากไม่แน่ใจ เราสามารถหาชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง มาใช้ในการตรวจสอบเบื้องต้น หากผลที่ออกมาแสดงว่ามีการติดเชื้อ ก็จะทำให้เราเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาก่อนที่เชื้อ HIV จะพัฒนาไปเป็นโรค AIDS 

ผู้ติดเชื้อ HIV ไม่เท่ากับ ผู้ป่วยโรค AIDS แต่เป็นเพียงผู้ติดเชื้อไวรัสที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากดูแลรักษาสุขภาพ รับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ผู้ติดเชื้อ HIV ก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างคนปกติ

Similar Posts