HIV ตรวจเจอก่อน ลดความเสี่ยงลุกลามไปถึงโรคเอดส์

หากพูดถึงการติดเชื้อ “HIV” เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกหวาดกลัวและคิดถึงคำว่า “โรคเอดส์”  ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ค่อนข้างร้ายแรงและในปัจจุบันยังไม่พบวิธีการในการรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าการติดเชื้อ HIV นั้น หากตรวจเจอเชื้อย่างรวดเร็ว สามารถที่จะลดความเสี่ยงในการแสดงอาการของโรคเอดส์ได้ วันนี้เราจึงจะมาไขข้อข้องใจกันว่าเชื้อ HIV หากตรวจเจอก่อน จะลดความเสี่ยงอาการโรคเอดส์ หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้จริงหรือไม่ และลดได้อย่างไร

โรคเอดส์ กับ HIV เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าเชื้อไวรัส  HIV หรือ  Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนไม่สามารถต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ในที่สุด  โดยในระยะแรกที่ได้รับเชื้อนั้นผู้ป่วยอาจจะมีอาการคล้ายไข้หวัด หรืออาจจะไม่แสดงอาการใด ๆ เลย ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าได้รับเชื้อไวรัส HIV เข้าไป เมื่อผู้ป่วยไม่รู้ตัว และไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายลงไปเรื่อย ๆ จนเป็นภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง มาถึงระยะนี้ร่างกายจะอ่อนแอ โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ จะรุมเร้าจนอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ จะเห็นได้ว่าโรคเอดส์ กับ HIV ไม่ใช่โรคเดียวกัน เพียงแต่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยโรคเอดส์เป็นกลุ่มอาการที่แสดงออกจากการติดเชื้อ HIV ในระยะเต็มขั้นนั่นเอง

ระยะอาการเมื่อติดเชื้อ HIV จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage)

ในระยะแรกที่ได้รับเชื้อ HIV เราเรียกระยะนี้ว่าระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะดูเหมือนคนมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ปรากฏ หรือในบางรายที่มีอาการก็จะมีอาการเพียงเจ็บป่วยเล็กน้อย ๆ เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ เป็นหวัด ไอจาม ซึ่งการแสดงออกของจากระยะแรก กว่าจะเข้าสู่ระยะต่อไปโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี ในบางรายอาจจะไม่มีอาการนานถึง 10 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ป่วยหรือผู้ได้รับเชื้อสามารถแพร่เชื้อต่อไปให้กับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ

ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (Aids Related Complex หรือ ARC)

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เริ่มปรากฏอาการ (Symptomatic HIV Infection) ในระยะนี้จะมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด ติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน  เริ่มมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต มีเชื้อราในปากบริเวณกระพุ้งแก้มและเพดานปาก มีแผลเริมชนิดลุกลาม งูสวัด เป็นต้น ระยะนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นปีก่อนจะกลายเป็นเอดส์ระยะเต็มขั้นต่อไป

ระยะเอดส์เต็มขั้น (Full Blown AIDS) หรือ ระยะโรคเอดส์

ระยะเอดส์เต็มขั้น หรือระยะโรคเอดส์ เป็นสภาวะที่ร่างกายได้ถูกทำลายระบบภูมิคุ้มกันลงไปมาก ทำให้ “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” หรือโรคแทรกซ้อนต่างๆ เข้ามาโจมตีร่างกายได้อย่าง่ายดาย แล้วแต่ว่าจะติดเชื้อชนิดใดและเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย ส่วนใหญ่เมื่อผู้เป็นเอดส์เข้าสู่ระยะสุดท้ายนี้แล้วโดยทั่วไปจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-2 ปี

HIV เจอก่อน ลดความเสี่ยงอาการ เอดส์ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้อย่างไร

การตรวจพบการติดเชื้อ HIV แต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการของโรคเอดส์หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อมได้อย่างมาก เพราะจากระยะอาการที่กล่าวถึงข้างต้น เราจะเห็นว่า ช่วงแรกซึ่งเป็นช่วงไม่แสดงอาการนั้น มีช่วงเวลาค่อนข้างยาวนาน หากเราตรวจพบเชื้อในระยะแรก และให้การดูแลรักษาที่ถูกวิธี เพราะในระยะแรกปริมาณเชื้อไวรัส HIV ที่ได้รับยังมีน้อย เมื่อรักษาแต่เนิ่น ๆ จะทำให้ยาต้านไวรัสสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ที่ได้รับเชื้อสามารถวางแผนชีวิตได้อย่างถูกต้อง ป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนใกล้ชิดได้ โดยสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ตามปกติ ดังนั้นการเข้ารับการตรวจเมื่อพบว่าตัวเองมีความเสี่ยง จึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างมาก ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทุกคนควรตระหนักทั้งเพื่อช่วยเหลือตนเองและคนรอบข้าง

ตรวจ HIV ต้องรอกี่วัน ?

หลักการตรวจ HIV จะขึ้นอยู่กับช่วงระยะฟักตัว หรือ Window Period เป็นช่วงที่หากร่างกายได้รับเชื้อมาแล้วจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันออกมาเพื่อต่อสู้กับไวรัส ซึ่งหากระยะเวลาน้อยเกินไปเราก็ไม่อาจตรวจเจอเชื้อ HIV ได้นั่นเอง โดยปกติมักจะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือนถึงจะตรวจเจอระดับของภูมิคุ้มกันนี้ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งหากคุณตรวจเลือดในช่วงก่อนหน้านี้อาจไม่พบเชื้อเอชไอวี ทั้ง ๆ ที่ความจริงอาจมีเชื้ออยู่ก็ได้

วิธีตรวจ HIV

รูปแบบการตรวจWindow Period
NAT7-14 วัน
Anti-HIV 4th Generation14 วัน
Anti-HIV 3th Generation30 วัน
HIV Self Test30-90 วัน

ตรวจ HIV ที่ไหนดี ใครที่ควรตรวจ

เมื่อเราพบว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับเชื้อ HIV มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะรู้ว่าติดเชื้อหรือไม่คือการตรวจ ซึ่งในปัจจุบันการเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV นั้น สามารถทำได้สะดวกกว่าในอดีตมาก โดยสามารถขอเข้ารับการตรวจได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ในสถานพยาบาลของรัฐโดยแสดงบัตรประชาชน หรือใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน คลินิกนิรนาม ศูนย์ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งมีมากมาย

นอกจากนั้น หากไม่สะดวกจะไปตรวจยังสถานพยาบาลต่างๆ เราก็สามารถหาซื้อชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง (HIV Self Test) มาตรวจที่บ้าน โดยชุดตรวจนั้น ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจากองค์การอาหารและยา หรือ อย. มีผลการตรวจที่น่าเชื่อถือ เป็นชุดคัดกรองเบื้องต้นที่ทำให้เราได้ทราบว่าตนเองมีแนวโน้มจะได้รับเชื้อหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ที่มีความเสี่ยงจะรับเชื้อเอชไอวี (HIV) และควรตรวจคัดกรองได้แก่  ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนโดยไม่ได้ป้องกัน หรือไม่มั่นใจในผลเลือดของคู่นอน ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมา ผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน ผู้ที่สัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ที่เราไม่ทราบผลเลือด  บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่นำไปสู่การติดเชื้อHIV ได้ และทารกที่เกิดจากมารดาซึ่ง ติดเชื้อ HIV   เป็นต้น

การรับการตรวจ HIV นั้น ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลตนเองในเบื้องต้น และเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเอชไอวีพัฒนาไปสู่ระยะโรคเอดส์ได้  เมื่อเราคิดว่าเรามีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อ HIV เราก็ควรที่จะหาวิธีในการตรวจการติดเชื้อให้เร็วที่สุด เพื่อให้เราสามารถรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเข้าสู่อาการของโรคเอดส์

Similar Posts