เอดส์ (AIDS) รักษาได้หรือไม่?

สถานการณ์โรคเอดส์ (AIDS) ในประเทศไทย จากตัวเลขที่มีการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยมียอดผู้ติดเชื้อสะสม ประมาณ 500,000 – 600,000 คน แต่คาดว่ายอดผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) สะสมอาจจะมีมากถึง 1,000,000 คน ในขณะที่ภาพรวมของทั่วโลกมีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) อยู่ที่ 33,000,000 ราย แม้ปัจจุบันสถานการณ์ของโรคเอดส์ทั่วโลกจะอัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นหากเทียบกับระยะแรกที่มีการระบาด แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงมีอยู่ จากรายงานในปี 2017 ได้มีการคาดการณ์จำนวนเชื้อเอชไอวี (HIV) รายใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 5,500 คน หรือ เฉลี่ยวันละ 15 คน โรคเอดส์ (AIDS) ยังคงเป็นโรคติดต่อที่แพร่ระบาดอยู่ในประเทศไทย

ผู้ป่วยโรคเอสด์ (AIDS) จะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) และผู้ป่วยโรคเอดส์จะมีชีวิตอยู่ได้นาน 2-15 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงของสายพันธุ์ที่ได้รับ สุขภาพและการดูแลตัวเองของผู้ป่วย และที่สำคัญที่สุดคือการได้รับยาต้านเชื้อตั้งแต่ระยะแรกๆ

เราสามารถแบ่งระยะการติดเชื้อออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะเริ่มแรก หรือระยะติดเชื้อเฉียบพลัน

ระยะเวลาหลังจากที่ร่างกายของเราได้รับเชื้อเอชไอวี (HIV) มาใหม่ๆ โดยจะกินระยะเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ โดยส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือบางรายแทบไม่มีอาการผิดปกติ ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อแล้ว จึงไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือดอย่างละเอียด หากผู้ติดเชื้อเข้ารับการตรวจเลือดและวินิจฉัยโดยแพทย์ จะได้รับยาต้านเชื้อเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสเร็วขึ้น

ระยะไม่แสดงอาการ

ระยะนี้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะเหมือนคนปกติทั่วไป แต่หากมีการตรวจเลือดก็จะพบเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ในเลือด และเป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้ ซึ่งระยะนี้จะมีระยะเวลาคงตัวแบบนี้ตั้งแต่ 2-15 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสายพันธุ์ของเชื้อเอชไอวี (HIV) และความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายของแต่ละคน

หากผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่อยู่ในระยะนี้ได้รับยาต้านไวรัสและดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ก็จะสามารถชะลอระยะเวลาในการพัฒนาเข้าสู่การเป็นโรคเอดส์ได้ หรือในบางรายก็สามารถใช้ชีวิตปกติและมีชีวิตยืนยาวได้อีกนับสิบปี

ระยะแสดงอาการ

ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ส่วนใหญ่จะถูกตรวจพบในระยะนี้มากที่สุด เนื่องจากเป็นระยะที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เริ่มแสดงอาการผิดปกติมากขึ้น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันโรคถูกทำลายไปมากแล้ว ทำให้มีอาการต่างๆ ปรากฏ เช่น เป็นไข้เรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์ มีอาการท้องเสียเรื้อรัง น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว และลดลงมากกว่า 10% ของน้ำหนักตัวปกติ มีฝ้าขาวในปาก หรือมีอาการผิวหนังอักเสบ มีผื่นคันขึ้นตามร่างกาย และมีอากาต่อมน้ำเหลืองโตหลายจุด และถ้าหากระบบภูมิคุ้มกันของร่ายกายล้มเหลวถึงระดับที่เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) หรือ ทีเซลล์ (T cells) ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร

         “คนปกติจะมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์อยู่ระหว่าง 500-1,600 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร”

ระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายจะไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ป่วยเป็นโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งจะมีอาการเจ็บป่วยด้วย “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” อย่างเช่น โรควัณโรค เชื้อราในปอด เชื้อราขึ้นสมอง มะเร็งบางชนิด ซึ่งผู้ติดเชื้อที่เข้าสู่ระยะของโรคเอดส์ (AIDS) นี้จะมีอาการค่อนข้างรุนแรงกว่าคนทั่วไป ทำให้ต้องใช้ยารักษาหลายๆ อาการพร้อมกัน

มียารักษาโรคเอดส์ (AIDS) ให้หายขาดแล้วหรือยัง

ในตอนนี้ยังไม่มียาใดในโลกที่สามารถรักษาโรคเอดส์ (AIDS) หรือการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ 100% ผู้ป่วยทำได้เพียงใช้การรักษาหลักอย่างการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีไปตลอดชีวิต เพราะอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การรักษาการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ให้หายขาดเป็นไปได้ยาก คือ เชื้อไวรัสเอชไอวี ได้เข้าไปหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ต่างๆ และอยู่ในระยะที่ไม่แบ่งตัว ทำให้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีไม่สามารถออกฤทธิ์ได้

ซึ่งนักวิจัยก็ยังคงไม่ยอมแพ้ โดยมีรายงานว่า พบผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) 1 รายในโลกที่หายขาดจากการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) โดยผู้ติดเชื้อคนนี้ได้เข้ารับการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว เมื่อขั้นตอนการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวสิ้นสุดง ผู้ติดเชื้อก็ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งในตอนนี้ผู้ติดเชื้อคนดังกล่าวได้หยุดรับยาต้านไวรัสเอชไอวีมานานเกิน 5 ปี และยังตรวจไม่พบว่าเชื้อเอชไอวีมีการกลับมาใหม่แต่อย่างใดและในปี 2562 ที่ผ่านมา เนเจอร์ (Nature) วารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยว่า ทีมแพทย์ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประสบความสำเร็จในการขจัดเชื้อเอชไอวี (HIV) ออกจากร่างกายของผู้ป่วยชายรายหนึ่งได้ ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยรายที่ 2 ของโลกที่พบว่าเชื้อเอชไอวีได้หายไประหว่างการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดจากไขสันหลัง

จากความสำเร็จทั้งสองครั้ง ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีหนทางที่สามารถขจัดเชื้อเอชไอวี และรักษาให้หายขาดได้ แต่นักวิจัยหลายรายระบุว่า การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยวิธีนี้นั้นอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยทั้งหมด เนื่องจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เป็นสิ่งที่มีความซับซ้อน มีราคาสูง และมีความเสี่ยงสูงว่าผู้ป่วยอาจเสียชีวิตระหว่างกระบวนการปลูกถ่าย รวมถึงยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันว่าวิธีนี้ช่วยรักษาเอชไอวีจนหายขาด และวิธีนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยโรคเอดส์ (AIDS) และผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ทุกคน

แม้ในตอนนี้โรคเอสด์ (AIDS) และการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ยังไม่มียาที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผู้ป่วยโรคเอสด์ (AIDS) และผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่ได้รับยาต้านไวรัสและดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและมีอายุขัยที่ยืนยาว ดังนั้นการเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงการตรวจเลือดจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่าอายที่จะเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ หากอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV)

Similar Posts