|

เอชไอวี คืออะไร?

HIV – เชื้อเอชไอวี คือ ไวรัสชนิดหนึ่งที่หลายคนเข้าใจผิดสับสนกับโรคเอดส์ (AIDS) โดยเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ความจริงแล้วเชื้อเอชไอวี คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาการระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ก็คือการป่วยด้วยโรคเอดส์ (AIDS) นั่นเอง

เชื้อเอชไอวี คืออะไร?

เชื้อเอชไอวี คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มีชื่อเต็มๆว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV) จัดอยู่ในกลุ่มเรโทรไวรัส (Retrovirus) โดยเชื้อเอชไอวีเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้ป่วย ทำให้ระบบภูมิต้านทานล้มเหลวและเกิดภาวะแทรกซ้อน รวมถึงมีโอกาสเกิดการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนปกติ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการของโรครุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้มากกว่าคนทั่วไป

เชื้อเอชไอวีถูกตรวจพบครั้งแรกในปี 1959 ในเลือดของผู้ป่วยชาวคองโก จากการศึกษาย้อนหลังไปหลายสิบปี คาดการณ์ว่าเชื้อเอชไอวีเริ่มติดต่อสู่คนครั้งแรกราวๆ ปี 1930  ซึ่งนักวิจัยเรื่องเอชไอวีส่วนใหญ่ยอมรับว่าเชื้อเอชไอวีวิวัฒนาการมาจากเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันเสื่อมในลิงหรือเชื้อเอสไอวี (Simian Immunodeficiency Virus – SIV) เพราะพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสที่พบในลิงนั่นเอง

เชื้อไวรัสเอชไอวีสายพันธุ์ดั้งเดิม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามลักษณะทางพันธุกรรม ได้แก่

            – เอชไอวี-1 (HIV-1) เป็นเชื้อเอชไอวีที่พบมากในผู้ป่วยฝั่งทวีปยุโรป, ตอนกลางของทวีปแอฟริกา และ สหรัฐอเมริกา

            – เอชไอวี-2 (HIV-2) พบมากในผู้ป่วยฝั่งแอฟริกาตะวันตก และอินเดีย

ซึ่งเชื้อเอชไอวีทั้งสองชนิดนี้สามารถเกิดการติดเชื้อในมนุษย์ได้ผ่านการมีเพศสัมพันธุ์ เลือด และการติดต่อจากมารดาสู่ทารก โดยนั้นเป็นอันตรายมากกว่า ติดต่อง่ายกว่า และเป็นสาเหตุของการติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่บนโลกนี้ และในปัจจุบันถูกค้นพบมากกว่า 10 สายพันธุ์กระจายอยู่ทั่วโลก

อาการของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

อาการผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้น

            ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีประมาณ 14-28 วันหลังได้รับเชื้อ ซึ่งในระยะนี้ปริมาณเชื้อเอชไอวีจะยังไม่มาก ร่างกายจึงยังไม่ได้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมา ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือไข้ทั่วไป เช่น

  • หนาวสั่น เป็นไข้
  • เจ็บคอ ไอเรื้อรัง
  • ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว
  • มีผื่นขึ้น ผิวหนังอักเสบ
  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ถ่ายเหลว ท้องเสีย
  • น้ำหนักลด
  • บางรายมีฝ้าขาวเกิดขึ้นในช่องปาก

อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วหายไป ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือด นอกจากนี้ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีบางรายหลังจากได้รับเชื้ออาจไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ทำให้ไม่รู้ตัวและไม่ได้เข้ารับการรักษาหรือป้องกันการแพร่เชื้ออย่างที่ควรจะเป็น

ระยะที่ 2 ระยะติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ

 ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะนี้ ภายนอกจะแข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป แต่หากเข้ารับการตรวจเลือดจะพบเชื้อเอชไอวีและสารภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนี้ เราจะเรียกผู้ติดเชื้อเอชไอวีว่า “พาหะ” (Carrier) ซึ่งในระยะผู้ติดเชื้อจะสามารถแพ่รเชื้อให้ผู้อื่นได้ แม้ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการใดๆ แต่เชื้อเอชไอวีจะแบ่งตัวเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันให้ลดลงจนเข้าสู่ระยะที่ 3 ระยะแสดงอาการ

            – 85% ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี มักอยู่ในระยะไม่แสดงอาการนี้ประมาณ 5-10 ปี

            – 10% ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี อาจอยู่ในระยะไม่แสดงอาการนี้เพียง 2-3 ปี จัดเป็นกลุ่มที่มีการดำเนินโรคเร็ว (Rapid progressor)

            – 5% ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เหลือ จะเป็นกลุ่มที่มีการดำเนินโรคช้า บางรายอาจนาน 10-15ปีขึ้นไป ซึ่งจะเรียกว่า กลุ่มที่ควบคุมเชื้อได้ดีเป็นพิเศษ (Elite controller)

โดยอัตราการลดลงของระบบภูมิคุ้มกันโรคในระยะที่ 2 ของติดเชื้อแต่ละคนจะช้าเร็วไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อเอชไอวีที่ได้รับ และความแข็งแรงของระบบภูมคุ้มกันโรคของผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอง

ระยะที่ 3 ระยะแสดงอาการ

ระยะแสดงอาการนี้ เป็นระยะที่เชื้อเอชไอวีได้พัฒนาเป็นโรคเอดส์อย่างเต็มตัว ผู้ป่วยจะมีอาการมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของโรค ตั้งแต่อาการเล็กน้อย อย่างเช่น เป็นแผลร้อนใน ผิวหนังอักเสบ  มีอาการกำเริบของโรคสะเก็ดเงิน มีฝ้าขาวข้างลิ้นที่ขูดไม่ออก

หากมีอาการรุนแรงขึ้น อาจเป็นเริมที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศบ่อยๆ มีอาการโรคงูสวัด เชื้อราในช่องปากหรือช่องคลอด มีอาการท้องเสียเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน เป็นไข้เป็นๆ หายๆ ติดต่อกัน นานเกิน 1 เดือน มีอาการต่อมน้ำเหลือโตมากกว่า 1 จุด นานเกิด 3 เดือน น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการไซนัสอักเสบเรื้อรับ และปอดอักเสบจากแบคทีเรียและหากเข้าสู้ระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันได้ถูกทำลายอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic Infections) โรคเหล่านี้เกิดจากเชื้อโรคที่ไม่ก่อให้เกิดโรคในคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง เชื้อฉวยโอกาสก็จะไม่สามารถทำอะไรเราได้ แต่เมื่อใดที่ระบบภูมิคุ้มกันโรคของเราอ่อนแอเชื้อเหล่านี้ที่ซ่อนตัวอยู่ก็จะทำให้เกิดโรคทันทีที่มีโอกาส

อาการของโรคเอดส์มีดังนี้                                      

  • ไอเรื้อรังหรือหายใจหอบเหนื่อยจากวัณโรคปอดหรือปอดอักเสบ
  • ท้องเสียเรื้อรังนานกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • มีไข้เรื้อรัง กลับมาเป็นซ้ำๆ ติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
  • มีผื่นตามผิวหนัง ในช่องปาก จมูกและเปลือกตา มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือเลือดออกจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
  • มีแผลที่ริมฝีปาก อวัยวะเพศและทวารหนัก
  • สายตาพร่ามัว มองไม่ชัดหรือเห็นเงาหยากไย่ลอยไปลอยมา
  • มีอาการบวมที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้และขาหนีบ
  • อาการของโรคมะเร็งที่เกิดแทรกซ้อนขึ้น เช่น มะเร็งของผนังหลอดเลือด มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก เป็นต้น
  • สูญเสียความจำ อาการซึมเศร้าและอาการทางระบบประสาทอื่นๆ

หากเราสังเกตอาการจากภายนอก อาการของโรคเอดส์อาจเป็นอาการของโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคเอดส์ก็ได้ ดังนั้นการเข้ารับการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี (HIV test) และการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจากแพทย์ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แม้ในปัจจุบันเรายังไม่มีวิธีการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดได้ แต่ถ้าหากผู้ติดเชื้อได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็จะสามารถดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และยังป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อเอชไอวีโดยไม่รู้ตัวให้กับคู่ครองและครอบครัวได้อีกด้วย

Similar Posts