เชื้อ HIV ส่งผลอะไรต่อร่างกาย

เชื้อไวรัส HIV (เอชไอวี) และโลกเอดส์เป็นหนึ่งในโรคระบาดที่มีความร้ายแรงที่สุดโรคหนึ่งในประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 1981 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ (Centers for Disease Control and Prevention) ของสหรัฐอเมริกา ได้รายงานการค้นพบโรคเอดส์อย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก โดยในปี 2015 องค์การอนามัยโลก (WHO – World Health Organization) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า มีประชากรที่ติดเชื้อ HIV ทั่วโลกกว่า 36.7 ล้านคน ในประเทศไทยเองเมื่อปี 2017 ได้มีการคาดการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV สะสมอยู่ที่ประมาณ 440,000 คน และมีผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ประมาณ 5,500 คน หรือ เฉลี่ยวันละ 15 คน  ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เชื้อ HIV เกิดขึ้นได้ยังไง?

เชื้อไวรัส HIV มีชื่อเต็มๆว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV) จัดอยู่ในกลุ่มเรโทรไวรัส (Retrovirus) นักวิจัยได้สันนิฐานว่า เชื้อ HIV น่าจะมีวิวัฒนาการมาจากเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันเสื่อมในลิงหรือเชื้อเอสไอวี (Simian Immunodeficiency Virus – SIV) เพราะพันธุกรรมของเชื้อ HIV มีความคล้ายคลึงกับเชื้อไวรัส SIV ที่พบในลิงชิมแปนซีมาก ซึ่งสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานที่ว่าเชื้อไวรัสได้ติดต่อจากลิงมาสู่มนุษย์ในทวีปแอฟริกา ซึ่งชาวแอฟริกาบางท้องถิ่นกินเนื้อลิงเป็นอาหาร และไวรัสชนิดนี้อาจอยู่คู่กับมนุษย์มานานเป็นร้อยปี แต่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อราวๆ 50 ปีที่ผ่านมา เพราะการกลายพันธุ์ของไวรัสชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบกระทันหัน แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการวิวัฒนาการหลายปี อีกทั้งดินแดนที่นิยมกินเนื้อลิงชิมแปนซีเป็นอาหารส่วนใหญ่จะอยู่ในดินแดนปิดอ่ยางแถบประเทศแคเมอรูนและสาธารณรัฐอิเควทอเรียลกินี ทำให้เชื้อ HIV ไม่ได้ออกสู่โลกภายนอก จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการเคลื่อนย้ายประชากรในแถบนี้ เชื้อ HIV จึงได้แพร่ระบาดออกจากทวีปแอฟริกาก่อนจะกระจายไปทั่วโลก

เชื้อ HIV เป็นอันตรายต่อเราอย่างไร

เชื้อ HIV เป็นเชื้อที่ไม่สามารถเจริญเติบโตเองได้ก็จริง แต่เมื่อร่างกายของเราได้รับเชื้อ HIV เข้าไป เชื้อ HIV จะแพร่กระจายด้วยการทำสำเนาตัวเองขึ้นมาใหม่ โดยเชื้อ HIV จะเข้าไปโจมตีระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย โดยเป้าหมายคือ การทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีชื่อว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) หรือ ทีเซลล์ (T cells) ที่มีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้นกันของร่างกาย

เมื่อภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายลดลงอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายของผู้ติดเชื้อ HIV อ่อนแอลงจนทำให้เกิดโรคต่างๆ ง่ายกว่าคนทั่วไป โดยหลังการติดเชื้อ HIV เราจะแบ่งอาการออกเป็น 3 ระยะดังนี้

ระยะเริ่มต้น

หลังจากที่เชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายของเรา ประมาณ 14-28 วันแรกหลังได้รับเชื้อ ส่วนใหญ่จะมีอากรเป็นไข้คล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น เป็นไข้ มีอาการหนาวสั่น เจ็บคอ ไอเรื้อรัง ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว มีผิวหนังอักเสบหรือมีผื่นขึ้น ต่อน้ำเหลืองที่คอโต คลื่นไส้อาเจียน ในบางรายมีอาการท้องเสียหรือถ่ายเหลว เป็นต้น อาการเหล่านี้เรียกว่า Acute Retroviral Syndrome หรือ ARS ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ HIV สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือในระยะนี้เชื้อ HIV จะทำการเพิ่มจำนวนในร่างกายอย่างรวดเร็ว เพื่อเข้าโจมตีเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ ทำให้ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นระยะที่มีความเสี่ยงในการแพร่กระจายไวรัสไปยังผู้อื่นสูงมาก และส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อในระยะเริ่มต้นนี้มักจะไม่รู้ตัว เพราะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือในผู้ติดเชื้อบางรายก็แทบไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ให้พบเห็น ทางเดียวที่จะสามารถรู้ได้คือต้องเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV เท่านั้น

            – ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ (Asymptomatic HIV infection) หรือ ระยะสงบทางคลินิก (Clinical Latency Stage) ระยะนี้ร่างกายของผู้ติดเชื้อแทบจะไม่แสดงอาการใดๆ เนื่องจากเชื้อ HIV จะเพิ่มปริมาณในระดับที่ต่ำ ทำให้ภายนอกของผู้ติดเชื้อ HIV ดูแข็งแรงเป็นปกติ ซึ่งระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการนี้จะคงอยู่ประมาณ 2-15 ปีขึ้นไป โดยระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของระบบภูมคุ้มกันโรคของผู้ติดเชื้อ HIV และ ความรุนแรงของเชื้อ HIV ที่ได้รับ

            – ระยะแสดงอาการ ระยะนี้เป็นระยะที่มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันโรคได้ถูกทำลายลงเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กน้อย เช่น เป็นแผลร้อนใน มีอาการกำเริบของโรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคงูสวัด มีอาการต่อมน้ำเหลืองโตพร้อมกันหลายจุด ปอดอักเสบ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากเข้าสู่ระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันโรคถูกทำลายลงอย่างรุนแรงจน ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ลดจำนวนลงต่ำกว่า 200 ในขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันโรคของคนปกติจะมีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์อยู่ระหว่าง 500-1,600  เมื่อถึงจุดนี้การติดเชื้อ HIV จะพัฒนาเข้าสู่การเป็นโรคเอดส์อย่างเต็มตัว

ผู้ป่วยจะมีอาการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic Infections) เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ โรคเหล่านี้เกิดจากเชื้อโรคที่ไม่ก่อให้เกิดโรคในคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง เชื้อฉวยโอกาสก็จะไม่สามารถทำอะไรเราได้ แต่เมื่อใดที่ระบบภูมิคุ้มกันโรคของเราอ่อนแอเชื้อเหล่านี้ที่ซ่อนตัวอยู่ก็จะทำให้เกิดโรคทันทีที่มีโอกาส

แนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน

     คือ การรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีเท่านั้น เพราะช่วยในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด เมื่อจำนวนเชื้อลดลง  ร่างกายก็สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น   โอกาสในการเจ็บป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสจึงลดลง เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยส่วนมากสามารถทำงานและดำรงชีวิตตามปกติได้  และการเสียชีวิตจากโรคฉวยโอกาสก็เป็นไปได้น้อย จึงเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด โดยผู้ติดเชื้อจะได้รับยาต้านเอชไอวีอย่างน้อย 3 ชนิดร่วมกันเป็นสูตรยา แต่มีหลักการรักษา คือ ผู้ติดเชื้อต้องกินยาให้ตรงเวลาทุกวันต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะยาจะไปทำการยับยั้งการแบ่งตัวและการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส ถ้าหยุดกินเมื่อไหร่ก็จะทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและแพร่กระจาย

ยาต้านไวรัส HIV คืออะไร

     ยาต้านไวรัสคือยาที่ใช้เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV มีการใช้ใน 2 ลักษณะ คือ ทั้งในช่วงก่อนหรือหลังจากการสัมผัสเชื้อ HIV สำหรับยาที่รับประทานเพื่อลดความเสี่ยงก่อนการติดเชื้อนั้น เรียกว่ายา PrEP ซึ่งย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis (ยาต้านก่อนเสี่ยง) และยาที่รับประทานเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังจากสัมผัสเชื้อนั้น เรียกว่ายา PEP โดยย่อมาจาก Post -Exposure Prophylaxis (ยาต้านฉุกเฉิน)

     ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี

ประเภทของยาต้านหรือยารักษา HIV

ปัจจุบันยาต้านไวรัส HIVที่ใช้กันนั้น มีกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม 

  • กลุ่มแรกคือ nucleoside reverse transcriptase inhibitors (RTIs) ยกตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น AZT (Retrovir), DDI (Videx), DDC (Hivid), 3TC (Epivir), และ D4T (Zerit) 
  • กลุ่มที่สองคือ protease inhibitors (PIs) เช่น Indinavir (Crixivan), Nelfinavir (Viracept), Ritonavir (Norvir), Saquinavir 
  • ยาในกลุ่มที่สามคือ non-nucleoside reverse transcriptase มียาที่ใช้อยู่ เช่น Delavirdine (Rescriptor), Efavirenz (Sustiva), Nevirapine (Viramune)

ในปัจจุบันก็ยังไม่มียาใดที่สามารถรักษาการติดเชื้อ HIV หรือยารักษาโรคเอดส์ให้หายขาด มีเพียงยาต้านไวรัสที่ช่วยในการชะลอการพัฒนาของเชื้อ HIV ไม่ให้ลุกลามเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต ซึ่งยาต้านไวรัสเหล่านี้จะให้ผลดีที่สุดหากผู้ติดเชื้อ HIV ได้รับการตรวจเลือดและวินิจฉัยอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นระยะที่ไวรัสเพิ่งเข้าสู่ร่างกาย หากผู้ติดเชื้อสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี รับประทานยายาต้านรีโทรไวรัส (antiretroviral drugs หรือ ARV) ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อ เอชไอวี ที่นอกจากจะช่วยควบคุมไวรัสไม่ให้ขยายจำนวนทำให้ผู้ติดเชื้อใช้ชีวิตได้ยาวนาน และยังช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคสู่คนอื่นอีกด้วย

Similar Posts