วิธีใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง

วิธีใช้ชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง

เชื้อไวรัส HIV เป็นเชื้อไวรัสอันตรายและคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปกว่า 37 ล้านคน ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงเนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) หรือ ทีเซลล์ (T cells) ที่มีความจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคขอมนุษย์ถูกทำลาย ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ค่อยๆ มีร่างกายอ่อนแอลง ติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และหากเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ถูกทำลายลงจนเหลือต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร เมื่อนั้นผู้ติดเชื้อจะเข้าสู่ระยะโรคเอดส์ (AIDS) โดยผู้ป่วยโรคเอดส์จะมีอาการเจ็บป่วยด้วย “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” อย่างเช่น โรควัณโรค เชื้อราในปอด เชื้อราขึ้นสมอง มะเร็งบางชนิด เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จนเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งกว่าที่ผู้ป่วยจะรู้ตัวหรือเข้าสู่ระยะแสดงอาการก็ต้องใช้ระยะเวลาอยู่ระยะหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วยหลายคนกว่าจะรู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อ HIV ก็เข้าสู่ระยะที่เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ถูกทำลายไปมาก หรือเข้าสู่ระยะสุดท้ายที่เป็นโรคเอดส์แล้ว

ในปัจจุบันเชื้อ HIV และโรคเอดส์ยังคงเป็นโรคระบาดที่ติดต่อเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธี เช่น การติดต่อผ่านเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันของผู้เสพยาเสพติด การติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน ทำให้ในประเทศไทย ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหนทางที่ดีสุด คือ การป้องกันตนเองให้ปลอดภัย ด้วยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และหากสงสัยว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV หรือ ใช้ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองที่บ้านก็สามารถทำได้ เพราะชุดตรวจ HIV ได้รับอนุญาตให้วางจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปแล้ว

ความรู้เบื้องต้นของ เชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV)

เอชไอวีคืออะไร?

เชื้อไวรัสเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus : HIV) คือเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจนเกิดความบกพร่อง โดยที่เชื้อไวรัสเอชไอวีจะทำลายเม็ดเลือดขาว CD4 ส่งผลให้มีโอกาสติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ 

  • ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV Infectious)
  • ระยะสงบทางคลินิก (Clinical Latency Stage) 
  • ระยะโรคเอดส์ (AIDS) 

สาเหตุของการติดเชื้อเอชไอวี

สาเหตุหลักของการติดเชื้อเอชไอวีเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เนื่องจากสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งในร่างกาย คือ น้ำอสุจิ ของเหลวภายในช่องคลอด เลือด หรือ น้ำนมแม่ ซึ่งการป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงดังกล่าวให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

พัฒนาการของการตรวจวินิจฉัยเอชไอวีในปัจจุบัน

นับตั้งแต่ที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเอชไอวีเมื่อ 40 ปีที่แล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาอย่างขาดไม่ได้คือการคิดค้นแนวทางการรักษาให้หายขาด โดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง และด้วยสาเหตุสำคัญที่วงการแพทย์ยังไม่สามารถหาวิธีการรักษาได้ 100% ทำให้การรักษาด้วยการให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตร่วมกับเชื้อได้ยาวนานมากขึ้นนับเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในขณะนี้ ทั้งนี้แนวทางการป้องกันย่อมมีผลต่อการลดอัตราการติดต่อได้ด้วยเช่นกัน จึงได้มีการคิดค้นการตรวจเอชไอวีเบื้องต้นเกิดขึ้น ทั้งการตรวจโดยห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และสิ่งที่คิดค้นล่าสุดคือชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองนั่นเอง

ใครบ้างที่ควรใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง

  • ผู้ที่ต้องการทราบสถานะเลือด แต่ไม่ต้องการเดินทางไปยังสถานพยาบาล
  • ผู้ที่ต้องการให้ผลการตรวจเป็นความลับและต้องการความเป็นส่วนตัว
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดก่อนตัดสินใจเดินทางไปตรวจยังสถานพยาบาล

ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองมีกี่แบบ

ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง (HIV Self Test) ผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐานจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 2 ชนิด ได้แก่

  1. ชุดตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีจากการเจาะเลือดปลายนิ้วมือ เป็นชุดตรวจที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถอ่านผลได้รวดเร็ว และแม่นยำกว่า
  2. ชุดตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีโดยการใช้น้ำลาย ค่อนข้างยุ่งยากในการเก็บตัวอย่างน้ำลายในช่องปาก ต้องมีการเตรียมตัวด้วยการเว้นระยะห่างในการรับประทานอาหาร การบ้วนปาก แปรงฟัน ก่อนทำการตรวจจึงไม่ได้รับความนิยมนัก

ชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง ซื้อมาแล้วใช้ยังไง?

ชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเอง (HIV Self Test) ที่ได้มาตรฐานจะต้องมีคำแนะนำวิธีการใช้งานให้อ่าน ผู้ใช้งานความอ่านและทำตามคำแนะนำก่อนทำการตรวจเพื่อให้ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ให้ผลตรวจที่แม่นยำมากที่สุด

วิธีการใช้ชุดตรวจ HIV ด้วยตัวเองเบื้องต้น ทำได้ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง
  • เปิดซองอุปกรณ์ชุดตรวจ วางอุปกรณ์ชุดตรวจบนพื้นผิวเรียบ
  • หยิบเข็มที่ได้ในซองชุดตรวจ บิดและดึงฝาเข็มเจาะเลือดออก
  • นวดคลึงปลายนิ้วกลางที่จะเจาะเลือด เพื่อให้เลือดไหลเวียน
  • ใช้มือข้างที่ถนัดหยิบเข็มแล้ววางด้านที่เป็นเข็มเจาะให้แนบสนิทกับปลายนิ้วที่จะเจาะ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกดปลายอุปกรณ์ อีกด้านจนยุบลง จนได้ยินเสียง คลิ๊ก
  • ใช้มืออีกข้างบีบไล่เลือดจากด้านล่างของปลายนิ้วที่เจาะ จนได้หยดเลือดขนาดใหญ่
  • หยดเลือดตามขั้นตอนที่นี่
  • ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ปิดแผลให้เรียบร้อย

การอ่านค่าผลการตรวจ HIV ด้วยตัวเอง

  • เกิดปฏิกิริยา REACTIVE ผลเลือดบวก ถ้าพบจุด 2 จุด โดยจุดแรกจะพบบริเวณใกล้ ตัวอักษร C และจุดที่สองจะอยู่ด้านล่างของจุดนั้น ผลตรวจจะถือว่า เกิดปฏิกิริยาแม้ว่าจุดด้านล่างจะเห็นเพียงเลือนลางก็ตาม โดยหมายถึง คุณอาจติดเชื้อเอชไอวี หรืออาจไม่ติดเชื้อ แต่เกิดจากผลบวกปลอม
  • ไม่เกิดปฏิกิริยา NON-REACTIVE สังเกตจากจุด ที่บริเวณใกล้ตัวอักษร C เพียงจุดเดียว โดยหมายถึง คุณตรวจไม่พบการติดเชื้อเอชไอวี แนะนำให้ทดสอบใหม่ในช่วง 3 เดือน
  • ไม่สามารถแปลผลได้ INVALID RESULT หากไม่พบว่ามีจุดบริเวณใกล้ตัวอักษร C หรือไม่ปรากฏ จุดใด ๆ โดยอาจเกิดจากปริมาณเลือดที่ส่งตรวจไม่เพียงพอ หรือ ลำดับการตรวจคัดกรองไม่ถูกต้อง หรือชุดตรวจไม่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง จะต้องคำนึงถึงเสมอว่า ชุดตรวจดังกล่าวเป็นเพียงชุดตรวจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้ยืนยันการติดเชื้อเอชไอวีได้ ในกรณีที่ผลเป็น Positive ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากและรับคำแนะนำจากแพทย์อีกครั้ง เนื่องจากผลอาจคลาดเคลื่อนจากปัจจัยอื่นๆ

ทำไมตรวจ HIV แล้ว ควรตรวจซ้ำอีก

การตรวจเชื้อ HIV ควรตรวจซ้ำอีกเนื่องจากเชื้อ HIV มีระยะฟักตัว หรือ ระยะเวลาที่ตรวจยังไม่พบแอนติบอดี้ต่อเชื้อ HIV ในผู้ที่ติดเชื้อ เราจะเรียกช่วงเวลานี้ว่า Window Period ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 1เดือน อาจส่งผลให้ผลการตรวจเลือดออกมาเป็นผลลบลวง (false negative) ทั้งที่ผู้ติดเชื้อบางรายอาจมาเชื้อ HIV แอบแฝงอยู่ และสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

ผู้ที่ใช้ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองควรประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของตนเองตามข้อมูลที่ระบุในคู่มือการใช้ชุดตรวจว่าเป็นผู้ที่มีพฤติกรรเสี่ยง รวมถึงกรณีที่ยังอยู่ในช่วง Window Period ก็ควรทำการตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผลโดยแพทย์และขอคำแนะนำในการดูแลตนเองเพื่อความปลอดภัย            

การตรวจหาเชื้อ HIV หรือการตรวจเอดส์เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำ คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า หากไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง และสุขภาพแข็งแรงเท่ากับไม่ติดเอดส์ ทั้งที่ในความจริงแล้วการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันเป็นเพียงหนึ่งในพฤติกรรมเสี่ยงเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายข้อ ดังนั้น การเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV จึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากไม่สะดวกจะเข้ารับการตรวจเลือดในสถานพยาบาลต่างๆ ก็สามารถซื้อหาชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง ที่มีมาตรฐานรองรับ มาตรวจเองที่บ้านเพื่อความสบายใจในการวางแผนชีวิตคู่และความปลอดภัยของตัวเองและคนที่เรารัก

Similar Posts