ต้องรอกี่เดือนถึงตรวจ HIV แล้วแน่ใจได้

เมื่อเราต้องเผชิญกับภาวะที่เสี่ยงจะได้รับเชื้อ HIV หลายคนย่อมต้องกังวลและว้าวุ่นใจว่าเราจะสามารถตรวจสอบให้ชัดเจนได้อย่างไรว่าเราติดเชื้อ HIV หรือไม่ ตรวจแบบไหน ตรวจเมื่อไหร่ถึงจะดีที่สุด และที่สำคัญคือหากเราอยากจะทราบผลเร็วๆ จะต้องทำอย่างไร ตรวจเอดส์ต้องรอกี่เดือน ถึงจะชัวร์ว่าติดหรือไม่ติดเชื้อเอชไอวี HIV  เพราะการรู้ผลเร็วจะช่วยให้เราดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น 

เชื้อเอชไอวี (HIV) คืออะไร

HIV  ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus  เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” นั่นหมายความว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อต่างๆ ได้ ซึ่งเราเรียกภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องนี้ว่า โรคเอดส์ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลากว่าที่เชื้อไรวัส HIV จะพัฒนาไปเป็นภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อมหรือโรคเอดส์นั้น ใช้เวลานับปี โดยหลังจากการติดเชื้อ HIV แล้ว เชื้อไวรัสจะเริ่มแบ่งตัวในเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายเรียกว่า CD4 และแพร่กระจายในหลายอวัยวะ  ระยะนี้จะเกิดขึ้นภายในสองถึงสามสัปดาห์หลังจากการติดเชื้อ HIV  และมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด เบื่ออาหาร มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เจ็บคอ เหงื่อออกในเวลากลางคืน หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้  ดังนั้นในบางรายที่ไม่มีอาการบ่งชี้เลย และหลังจากพ้นระยะช่วงนี้แล้ว เชื้อไวรัส HIV  ก็ค่อยๆ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น โดยที่เราอาจจะไม่ทราบว่าเป็นเพราะได้รับเชื้อ HIV มา มีเพียงการตรวจเท่านั้นที่จะทราบว่าผู้นั้นติดเชื้อหรือไม่ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรทำทันทีเมื่อพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงคือการเข้ารับการตรวจหาเชื้อ HIV  

ตรวจเอดส์ต้องรอกี่เดือน ถึงจะชัวร์ว่าติดหรือไม่ติดเชื้อเอชไอวีHIV

เมื่อเราพบว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับเชื้อ HIV มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะรู้ว่าติดเชื้อหรือไม่คือการตรวจ ซึ่งปัจจุบันนี้มีการตรวจหาการติดเชื้ออย่างแพร่หลาย โดยปกติแล้ว การตรวจหาการติดเชื้อ HIV  จะใช้หลักการตรวจหาสารภูมิต้านทาน (antibody) ที่ต้านการติดเชื้อ HIV  โดยตรง ซึ่งหากตรวจพบสารภูมิต้านทานที่ต้านการติดเชื้อHIV ก็แสดงว่ามีผลเป็นบวก นั่นคือเกิดการรับเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายจนร่างกายสร้าง antibody ขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าตรวจแล้วผลเป็นลบคือไม่พบสารภูมิต้านทานที่ต้านการติดเชื้อHIVก็แปลว่าเราไม่ได้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ร่างกายของเราต้องใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ หรือ  1 – 2 เดือนในการสร้างสารภูมิต้านทานการติดเชื้อขึ้นมา การตรวจกาเชื้อจาก antibody  จึงต้องใช้ระยเวลารอคอย หากตรวจก่อนหรือตรวจในระยะแฝง การตรวจอาจได้ผลเป็นลบที่ไม่จริง จึงจำเป็นต้องตรวจซ้ำหลังจาก 3 เดือนผ่านไป หรือใช้วิธีการตรวจอื่นร่วมด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการในการตรวจหาเชื้อ HIV ที่หลากหลายขึ้น คำถามที่ว่าตรวจเอดส์ต้องรอกี่เดือน ถึงจะชัวร์ว่าติดหรือไม่ติดเชื้อเอชไอวี HIV จึงตอบได้ว่าต้องดูว่าเราเลือกใช้วิธีตรวจแบบไหนวิธีตรวจที่มีในปัจจุบัน ได้แก่

  • การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี จะทำการตรวจโปรตีนของเชื้อที่ชื่อว่า p24 (HIV p24 antigen testing) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ตรวจการติดเชื้อในระยะแรกที่ผู้ได้รับเชื้อยังไม่สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV) หรือมีระดับแอนติบอดีที่ต่ำจนไม่สามารถตรวจวัดได้ โดยสามารถตรวจได้ภายหลังการติดเชื้อประมาณ 14-15 วัน
  • การตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV testing) เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในปัจจุบัน โดยสามารถตรวจพบได้หลังการติดเชื้อประมาณ 3-4 สัปดาห์ (เส้นสีเขียวดังแสดงในภาพ)
  • การตรวจโดยใช้ชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อเอชไอวีและแอนติเจนของเชื้อพร้อมกันในน้ำยาเดียวกัน (HIV Ag/Ab combination assay) หรือเรียกอีกอย่างว่าน้ำยาตรวจแบบ Fourth generation เป็นการตรวจ Anti-HIV และ/หรือ HIV p24 antigen ในคราวเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันน้ำยาประเภทนี้มีการใช้อย่างแพร่หลายเพื่อตรวจคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี โดยสามารถตรวจพบการติดเชื้อได้เร็วที่สุด 14-15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังติดเชื้อ
  • การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีหรือ nucleic acid test (NAT) เป็นวิธีที่มีความไวมากที่สุด โดยสามารถตรวจการติดเชื้อได้ตั้งแต่ 3-7 วันหลังการติดเชื้อ (เส้นสีน้ำเงินดังแสดงในภาพ) ปัจจุบันวิธีนี้ใช้ในการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคโลหิตแต่ยังไม่นำมาใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสถานพยาบาล

สำหรับคำถามที่ว่า ตรวจเอดส์ต้องรอกี่เดือน ถึงจะชัวร์ว่าติดหรือไม่ติดเชื้อเอชไอวี HIV จึงตอบได้ว่าระยะเวลาในการตรวจนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบการตรวจที่เราเลือก ซึ่งในปัจจุบันการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลต่างๆ ได้ใช้ชุดตรวจที่พัฒนาให้มีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้น้ำยา Fourth generation มาใช้เป็นชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น โดยสามารถตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีและแอนติเจนของเชื้อได้ในเวลาเดียวกัน (HIV Ag/Ab combination immunoassay) ทำให้สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้เร็วที่สุดคือตั้งแต่ 2 สัปดาห์ ภายหลังจากที่เราพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยหลังจากใช้ชุดตรวจเราสามารถทราบผลภายใน 20 นาที และผลมีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง หากได้ผลบวก ควรจะไปตรวจซ้ำที่สถายพยาบาลอีกครั้ง และหากได้ผลเป็นลบก็ควรเทสเพื่อความมั่นใจอีกครั้งหลังผ่านช่วงรอคอย 30 วัน 

ขั้นตอนการตรวจเอชไอวีมีอะไรบ้าง?

  • บันทึกประวัติของผุ้รับการตรวจ โดยแต่ละจุดบริการจะมีบริการแตกต่างกัน
  • เจ้าหน้าที่จะให้เซ็นชื่อในใบยินยอมเพื่อตรวจเอชไอวี
  • ทำการเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจหาเชื้อเอชไอวี
  • ฟังผลตรวจ
  • เจ้าหน้าที่แนะนำการป้องกัน และหากมีผลบวกเจ้าหน้าที่จะแนะนำการรักษา

สถานที่ตรวจเอชไอวี

1. ตรวจ HIV ฟรี ใน กทม.

  • คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย (ตรวจได้ทุกเพศ ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.00 น.)
  • คลินิกชุมชนสีลม @ทรอปเมด (ตรวจเฉพาะกลุ่มชายรักชายและคนข้ามเพศ (Transgender) ในวันอังคาร-เสาร์ เวลา 16.00-21.00 น.)
  • คลินิกพิเศษของศูนย์ดรอปอิน
  • สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ซอยรามคำแหง 97/2 (ตรวจเฉพาะกลุ่มชายรักชายและสาวประเภทสอง ในวันจันทร์ พฤหัส ศุกร์ เวลา 15.00-20.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-17.00 น.)
  • จองผ่านเว็บไซด์ www.love2test.org

2. ตรวจ HIV ฟรี ในต่างจังหวัด

สำหรับต่างจังหวัด สามารถไปตรวจ HIV ฟรี ได้ที่โรงพยาบาลรัฐ ศูนย์อนามัย หรือคลินิกที่ร่วมโครงการตรวจ HIV ฟรี

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงในการรับเชื้อ HIV นั้น เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งจากสาเหตุหลักๆ คือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับผู้ที่เราไม่แน่ใจในผลเลือด การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย การที่ลูกรับเชื้อจากแม่ หรือจากอุบัติเหตุที่ทำให้ติดเชื้อผ่านเลือดหรือสารคัดหลั่งต่างๆ  ดังนั้น การเข้ารับการตรวจให้เร็วที่สุดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

Similar Posts