ความน่าเชื่อถือของชุดตรวจ HIV

แม้ว่าในปัจจุบัน การเข้ารับการตรวจ HIV ถือว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนจะต้องสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าในอดีต มีทั้งสถานพยาบาลของรัฐที่สามารถเข้ารับการตรวจได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง หรือสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การเข้ารับการตรวจเชื้อ HIV ก็ยังเป็นเรื่องที่ลำบากใจของใครอีกหลายคน เพราะอาจจะมีความรู้สึกอายที่จะเข้ารับการตรวจ ดังนั้น องค์การอาหารและยา จึงเปิดทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงการตรวจ HIV ที่สะดวกรวดเร็ว น่าเชื่อถือ นั่นคือการใช้ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง การเข้าถึงการตรวจที่สะดวกยิ่งขึ้น จะช่วยทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อน้อยลงได้เพราะตรวจพบไว การเข้าสู่การรักษาและลดโอกาสแพร่เชื้อก็มีมาก สำหรับท่านใดที่อยากจะตรวจคัดกรองเชื้อ HIV แต่ไม่อยากไปสถานพยาบาล และกำลังกังวลใจถึงความน่าเชื่อถือของชุดตรวจ HIV ทางนี้มีคำแนะนำดีๆ มาฝาก

ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง คืออะไร

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชุดตรวจที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเอชไอวี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 โดยปลดล็อคให้มีชุดตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองได้ ทั้งนี้ได้กำหนดให้ชุดตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองที่จัดจำหน่าย ต้องมีเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลที่ผู้ใช้งานชุดตรวจควรรู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความชัดเจน ต้องมีข้อมูลสนับสนุนการใช้ชุดตรวจดังกล่าวผ่าน QR Code หรือเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลและความรู้ มีการสาธิตวิธีการตรวจ การสรุปผลและหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อให้คำปรึกษาเพิ่มเติมได้โดยตรง

ทั้งนี้ การตรวจหาเชื้อ HIV โดยชุดตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง ในปัจจุบันมีชุดเทส HIV ในรูปแบบที่สามารถหาซื้อมาตรวจด้วยตนเองที่บ้านได้ โดยมีชุดทดสอบผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐานจาก อย.แล้ว 2 ชนิด คือ ชุดตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีจากการเจาะเลือดปลายนิ้วมือ รู้ผลภายใน 1 นาที และชุดตรวจโดยการใช้น้ำลายอ่านผลได้ใน 20 นาที ทั้งนี้ หากแบ่งตามหลักการในการตรวจคัดกรอง ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองจะมี 2 รูปแบบคือ

  • ชุด Rapid Test การตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV testing) จะใช้วิธีการเจาะเลือดและหยดลงในผ่านเทส เพื่อตรวจหาแอนติบอดีที่ของเชื้อ ซึ่งให้ผลตรวจที่แม่นยำกว่า 99% โดยผลตรวจจะแม่นยำมากสำหรับผู้ตรวจที่ได้รับเชื้อมาแล้วเกิน 3 เดือน
  • ชุดการตรวจด้วยน้ำยา Fourth generation (HIV Ag/Ab combination assay) เป็นการตรวจโดยใช้ชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อ HIV และแอนติเจนของเชื้อพร้อมกันในน้ำยาเดียวกัน (HIV Ag/Ab combination assay) สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้เร็วที่สุด 14-15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังติดเชื้อ

ชุดตรวจ HIV มีความน่าเชื่อถือไหมในปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงความน่าเชื่อถือของชุดตรวจ HIV นั้น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในปัจจุบัน ชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองมีจำหน่ายอย่างแพร่หลาย สามารถเข้าถึงได้ง่ายทั้งในแพลตฟอร์มออนไลน์ และหาซื้อได้ที่ร้านขายยา ทั้งนี้ ชุดตรวจมีทั้งที่ต้องตามกฎหมาย ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา และมีทั้งชุดตรวจเถื่อน ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของชุดตรวจ HIV จึงขึ้นอยู่กับว่าเราได้เลือกซื้อชุดตรวจที่ถูกต้อง มาใช้หรือไม่ โดยการเลือกซื้อชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองมีข้อควรพิจารณา คือ

ต้องเลือกชุดตรวจ HIV ที่ผ่านมาตรฐานขององค์การอาหารและยาเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในการเลือกซื้อชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง คือการซื้อชุดตรวจที่มีมาตรฐาน ให้ผลการตรวจที่น่าเชื่อถือ โดยการตรวจสอบว่าชุดตรวจที่เราเลือกซื้อได้รับการรับรองหรือไม่ สามารถนำเลข อย.ไทย ที่ระบุไว้หน้ากล่องของชุดตรวจ ไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ขององค์การอาหารและยา ได้  ทั้งนี้ ชุดตรวจที่องค์การอาหารและยา ให้การรับรอง ที่จะมีผลการตรวจสอบที่เชื่อถือได้ 99.5 % เป็นชุดตรวจ HIV ที่มีมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลนั่นเอง

เลือกชุดตรวจ ที่มีวิธีการตรวจที่เหมาะสมกับระยะเวลาที่ได้รับความเสี่ยง  

ความน่าเชื่อถือในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อ HIV มีความเกี่ยวพันกับระยะเวลาอย่างมาก เพราะเมื่อเราประเมินตนเองว่ามีความเสี่ยงในการรับเชื้อ เชื้อ HIV ที่เข้าสู่ร่างกายจะไม่แสดงอาการของโรคในระยะแรก แต่จะเข้าไปเร่งให้เกิดการสร้างแอนติบอดี้เอชไอวี เพื่อมาจัดการกับเชื้อโรคร้าย ดังนั้น หากเราเลือกการตรวจ HIV โดยใช้หลักการ  Anti-HIV testing ก็ต้องรอให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีเอชไอวี ซึ่ง สามารถตรวจพบได้หลังการติดเชื้อประมาณ 3-4 สัปดาห์ หรือ หากเราเลือกการตรวจแบบ Fourth generation (HIV Ag/Ab combination assay) ซึ่งเป็นการตรวจโดยใช้ชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อ HIV และแอนติเจนของเชื้อพร้อมกันในน้ำยาเดียวกัน (HIV Ag/Ab combination assay) ก็สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้เร็วที่สุด 14-15 วัน ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของผลการตรวจ จึงอยู่ที่การเลือกรูปแบบการตรวจที่เหมาะสมกับระยะเวลา หากรีบร้อนในการตรวจจนเกินไป อาจจะได้ผลตรวจผลลบปลอม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะสามารถหาซื้อชุดตรวจ HIV ที่มีมาตรฐาน อย. มีผลการตรวจที่น่าเชื่อได้ แต่การตรวจหาเชื้อ HIV ด้วยตนเอง ถือเป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น เมื่อเราอ่านผลการทดสอบ HIV ด้วยตนเองแล้ว หากพบว่ามีค่าเป็นบวก ซึ่งหมายถึงมีการติดเชื้อ ต้องเข้ารับการตรวจที่ชัดเจนและขอรับคำแนะนำในการดูแลรักษาตนเองจากสถานพยาบาลอีกครั้ง และในกรณีที่มีผลการตรวจเป็นลบ ซึ่งหมายถึงไม่มีการติดเชื้อ ควรมีการตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อพ้นระยะรอคอย 30 วัน เพื่อการยืนยันผลที่ชัดเจน

ข้อดีของการใช้ชุดตรวจคัดกรองเชื้อเอชไอวี (HIV) ด้วยตนเอง

  • สามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ตั้งแต่ 21 วัน เป็นต้นไป โดยปกติแล้วการตรวจการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) จะใช้หลักการในการตรวจหาแอนติบอดี ที่สร้างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) โดยหลังจากที่เรามีความเสี่ยงต้องเว้นระยะรอคอยถึง 30 วัน จึงจะสามารถตรวจหาแอนติบอดีได้ แต่ชุดการตรวจ HIV Self-Test  ใช้หลักการในการตรวจ Anti-HIV และ/หรือ HIV p24 antigen ในคราวเดียว จึงสามารถตรวจได้ทั้งแต่ 21 วัน นับจากวันที่เราพบความเสี่ยง และให้ผลที่ค่อนข้างแม่นยำ
  • สามาถตรวจได้เองที่บ้าน การตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยชุดการตรวจ HIV Self-Test มีวิธีการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจจะมีความเสี่ยงสามารถตรวจได้ด้วยตนเองที่บ้าน จึงช่วยลดปัญหาที่ผู้มีความเสี่ยงได้รับเชื้อ เอชไอวี (HIV) ไม่กล้าไปตรวจที่สถานพยาบาล เพราะความเขินอาย ทั้งนี้ ในปัจจุบันองค์ความรู้เกี่ยวกับ HIV มีมากยิ่งขึ้น เราไม่จำเป้นต้องเขินอายแต่ควรรับตรวจทันทีที่พบว่าตนเองมีความเสี่ยงและอยู่ในระยะที่สามารถตรวจคัดกรองได้ เพื่อจะได้ทราบแนวทางในการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง

ควรใช้ ชุดตรวจ HIV หลังผ่านระยะฟักตัว (Window Period)

การตรวจเอชไอวีด้วยตนเองจะแตกต่างกับการตรวจโดยแพทย์ในสถานพยาบาล ในจุดที่ไม่สามารถปรึกษาตลอดจนรับคำแนะนำจากแพทย์โดยตรงได้ ซึ่งในการตรวจของแพทย์จะมีการประเมินความเสี่ยงจากการซักประวัติคร่าว ๆ และการตรวจร่างกายเบื้องต้นจากการวินิจฉัย โดยที่การตรวจจะต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าผลการตรวจนั้นแน่นอน 100% ในทางกลับกันการใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ผู้ตรวจจะต้องประเมินสถานการณ์หลังจากได้รับความเสี่ยงด้วยตัวเอง หลังจากนั้นจึงทำการตรวจด้วยตัวเองตามคำแนะนำที่ให้มาภายในชุดตรวจ ข้อจำกัดนี้เองส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ความแม่นยำในการตรวจสามารถคลาดเคลื่อนได้

สิ่งที่ผู้ตรวจควรทราบก่อนตัดสินใจใช้งานชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง คือการทราบระยะหลังจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีนานเท่าไหร่ ซึ่งจะต้องผ่านระยะฟักตัว (Window Period) ไปแล้ว ผลการตรวจจึงจะมีประสิทธิภาพแม่นยำมากที่สุด โดยการพิจารณาระยะที่เหมาะสมจะต้องทราบว่ามีความเสี่ยงครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณและการประเมินความเสี่ยงที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองนี้จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้น เพื่อให้รู้สถานการณ์ติดเชื้อของตนเอง และตัดสินใจเข้ารับตรวจยืนยันอีกครั้งที่สถานพยาบาลอีกครั้ง หากตรวจพบว่าติดเชื้อก็จะสามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างรวดเร็ว

Similar Posts